Home Interesting Contents Osteoporosis Contents โภชนาการเพื่อป้องกันและรักษาโรคกระดูกพรุน

E-Book

ผลของวิตามินดี

ต่อการป้องกันและ

การรักษาโรคกระดูกพรุน

Effect of Vitamin D

on The Occurrence,

Prevention and

Treatment of Osteoporosis

โภชนาการเพื่อป้องกันและรักษาโรคกระดูกพรุน PDF Print E-mail

มลฤดี ประสิทธิ์

คลินิกสตรีวัยหมดประจำเดือน

โรงพยาบาลศรีนครินทร์

 

วัยสูงอายุเป็นวัยที่มีการเสื่อมถอยของอวัยวะต่าง ๆ ส่งผลต่อการทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพในระยะยาว  เช่น  การเกิดโรคกระดูกพรุนโรคเกี่ยวกับระบบหัวใจและหลอดเลือด  เป็นต้น

โรคกระดูกพรุนเป็นโรคเรื้อรังที่เป็นปัญหาสุขภาพระดับโลก  และมีแนวโน้มเพิ่มความรุนแรงส่งผลต่อคุณภาพชีวิต  ทุพพลภาพ  การสูญเสียทางเศรษฐกิจและการสูญเสียชีวิต  เป็นโรคที่ไม่แสดงอาการแบบทันทีทันใด  อาการแสดงจะเกิดอย่างค่อยเป็นค่อยไปอย่างช้าๆ ซึ่งการที่จะช่วยส่งเสริมให้เนื้อกระดูกมีความหนาแน่นในระดับสูงสำหรับผู้ป่วยโรคกระดูกพรุน  รวมทั้งลดโอกาสเสี่ยงในการเกิดโรคกระดูดพรุน    ผู้สูงอายุควรมีพฤติกรรมการรับประทานอาหารอย่างถูกต้องและเหมาะสมตามหลักโภชนาการ  ดังต่อไปนี้

1. การบริโภคอาหารที่มีปริมาณแคลเซียมสูง

เนื่องจากแคลเซียมเป็นส่วนประกอบที่สำคัญในการสร้างเนื้อกระดูกและป้องกันการสูญเสียเนื้อกระดูก การเก็บหรือซ่อมแซมการสูญเสียกระดูกจะไม่เกิดขึ้นถ้าร่างกายไม่ได้รับแคลเซียมจากอาหารอย่างเพียงพอ และมีรายงานการศึกษาพบว่าแบบแผนการบริโภคอาหารของคนไทยจะได้รับแคลเซียมจากอาหารต่ำมากเมื่อเทียบกับปริมาณที่ควรได้ในแต่ละวัน  คือ เฉลี่ยรับละ  384 มก./วัน  ขณะที่ปริมาณที่ควรได้รับคือ  800    มก./วัน    ทำให้มีแคลเซียมสะสมอยู่เนื้อกระดูกน้อยอยู่แล้วดังนั้นเมื่อมีอายุมากขึ้น  จึงยิ่งจำเป็นที่จะต้องรักษาปริมาณแคลเซียมนั้นไว้ให้ดีที่สุด  ดังนั้นในผู้สูงอายุจึงต้องรับประทานอาหาร  ที่มีปริมาณแคลเซียมสูงเพิ่มขึ้น  เพื่อรักษาความความหนาแน่นของเนื้อกระดูกและป้องกันการเกิดโรคกระพรุน

สำหรับแหล่งอาหารที่มีแคลเซียมสูง  ได้แก่  นมหรือผลิตภัณฑ์จากนม เช่น  เนยแข็ง         โยเกิร์ต  เป็นต้น  ในน้ำนมจะมีปริมาณแคลเซียมสูง  คือ  240  มิลลิกรัมต่อปริมาณของน้ำนม  200 มิลลิลิตรและแคลเซียมในน้ำนมจะอยู่ในรูปที่ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ได้ทันที  ส่วนแคลเซียมในอาหารจะจับกับสารอาหารอื่น ๆ ทำให้สัดส่วนการดูดซึมลดลง  ผู้สูงอายุบางรายอาจไม่สามารถบริโภคนมเนื่องจากไม่มีเอ็นไซม์สำหรับย่อยนม  ทำให้มีอาการท้องเดิน  สามารถรับประทานอาหารอื่นๆ ที่มีแคลเซียมสูงและสอดคล้องกับวิถีชีวิตคนไทย  ได้แก่  นมถั่วเหลือง ปลาเล็กปลาน้อย  ปลาไส้ตัน  กุ้งฝอย  กะปิ  กุ้งแห้ง  เต้าหู้  ถั่วเหลือง  งาดำ  ผักคะน้า  มะเขือพวง ใบยอ  เป็นต้น

การเพิ่มการบริโภคแคลเซียม  ควรเป็นการเพิ่มการบริโภคโดยใช้อาหารเป็นหลักไม่แนะนำให้บริโภคในรูปสารสังเคราะห์ยกเว้นการอยู่ในความดูแลแพทย์  เพราะอาจเกิดผลที่ไม่พึงประสงค์ได้กรณีที่ได้รับแคลเซี่ยมในปริมาณที่มากเกิน คือ  มากกว่า  2000  มิลลิกรัมต่อวัน  อาจก่อให้เกิดภาวะแคลเซียมในเลือดสูง  ทำให้มีอาการปัสสาวะบ่อย  คลื่นไส้  อาเจียน  มีอาการขาดน้ำ  กล้ามเนื้ออ่อนแรง ซึม  หมดสติ  เกิดนิ่วในไต  ผลข้างเคียงที่พบบ่อย  คือ  ท้องผูก  แน่นท้องเป็นต้น

2. การบริโภคอาหารที่มีวิตามินดี

เนื่องจากวิตามินดีเป็นสารอาหารที่มีความสำคัญต่อกระดูก ช่วยสร้างโปรตีนในการดูดซึมของแคลเซียม ทำให้การดูดซึมของแคลเซียมเป็นไปโดยปกติและช่วยในการสร้างกระดูกเพิ่มขึ้น  ในคนสูงอายุมีโอกาสขาดวิตามินดีค่อนข้างมากเนื่องจากรับประทานอาหารที่มีวิตามินดีในปริมาณน้อยและได้รับแสงแดดน้อยเกินไป  ซึ่งโดยปกติร่างกายควรได้รับวิตามินดี  600-800  IU/วัน  เมล็ดธัญญาพืชทั้งเปลือก ขนมบัว  มาการีนและจากแสงแดด  เป็นต้น  ดังนั้นเพื่อการมีกระดูกที่แข็งแรงร่างกายควรได้รับแสงแดดอ่อน ๆ ทุกวันอย่างน้อยวันละ  10-15  นาที/วัน

3. การหลีกเลี่ยงหรืองดบริโภคสิ่งที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคกระดูกพรุน ได้แก่

3.1 การหลีกเลี่ยงหรืองดบริโภคอาหารที่มีโปรตีนจากเนื้อสัตว์จำนวนมาก เนื่องจากสารกลูคากอนที่เกิดจากการเผาผลาญจากสารอาหารโปรตีน  จะทำให้ร่างกายขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะเพิ่มมากขึ้นการรับประทานอาหารเหล่านี้จำนวนมากจึงทำให้เกิดการสูญเสียแคลเซียมเพิ่มมากขึ้น

3.2 การหลีกเลี่ยงหรืองดบริโภคอาหารรสเค็มจัด เนื่องจากอาหารรสเค็มมีโซเดียมเป็นส่วนประกอบ  เมื่อร่างกายได้รับโซเดียมจะทำให้ร่างกายขับน้ำออกทางปัสสาวะมากขึ้นและขับแคลเซียมตามออกมาด้วย  จึงทำให้การสูญเสียแคลเซียมจากร่างกายทางปัสสาวะเพิ่มมากขึ้น

3.3 การหลีกเลี่ยงหรืองดบริโภคเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของคาเฟอีน เนื่องจากน้ำชา  กาแฟ  มีส่วนประกอบของคาเฟอีน  จะทำให้ร่างกายขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะเพิ่มมากขึ้น

3.4 การหลีกเลี่ยงหรืองดบริโภคน้ำอัดลม เนื่องจากมีส่วนผสมของฟอสฟอรัสสูงฟอสฟอรัสจะรวมตัวกับแคลเซียมในร่างกาย  ทำให้ระดับแคลเซียมในเลือดเสียสมดุล  ทำให้ร่างกายไม่สามารถนำแคลเซียมไปใช้ได้ตามปกติ  จึงทำให้แคลเซียมในร่างกายลดลงได้

3.5 การหลีกเลี่ยงหรืองดบริโภคสุรา เนื่องจากแอลกอฮอล์จะขัดขวางการดูดซึมแคลเซียมในร่างกาย  และทำให้ร่างกายขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะเพิ่มมากขึ้น  ดังนั้นการดื่มสุราหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เป็นประจำในปริมาณมากนั้นจะทำให้แคลเซียมลดต่ำลง

3.6 การหลีกเลี่ยงหรืองดสูบบุหรี่ เนื่องจากนิโคตีนในบุหรี่ขัดขวางการนำแคลเซียมไปใช้  ทำให้ร่างกายนำแคลเซียมไปใช้ได้ลดลง

3.7 การหลีกเลี่ยงหรืองดบริโภคยาบางชนิด เช่น  ยาลดกรดในกระเพาะอาหารที่มีส่วนผสมของอลูมิเนียมไฮดรอกไซด์  ยาบางประเภท เช่น ยาสเตรียรอยด์  ยารักษาโรคเบาหวาน  ยาป้องกันอาการชัก  ฮอร์โมนธัยรอยด์  เฮพาริน  มีผลทำให้การดูดซึมแคลเซียมในร่างกายลดลง  และทำให้มีการขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะเพิ่มมากขึ้น  ส่งผลให้ความหนาแน่นของเนื้อกระดูกลดลงในที่สุด

การที่ประชาชนส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องว่าควรหลีกเลี่ยงการบริโภคอะไรบ้างที่จะทำให้เกิดโรคต่างๆ ประกอบกับการที่ผู้บริโภคยุคใหม่มีแนวโน้มที่จะเผลอตัวไปกับกระแสสังคมที่ต้องการความสะดวกรวดเร็วจนทำให้ไม่ได้ให้ความสำคัญในเรื่องอาหารการกินเท่าที่ควร  ทั้งสองสิ่งนี้ทำให้เกิดพฤติกรรมการกินที่ไม่พึงประสงค์  มีการกินอาหารบางอย่างมากเกินไป  บางอย่างน้อยเกินไปทำให้ได้รับคุณค่าอาหารที่ไม่สมดุลเป็นผลให้เกิดปัญหาสุขภาพโดยไม่รู้ตัว การกินอาหารมิใช่จะเป็นเพียงการกินเพื่อให้อิ่มหรือเพื่อให้ยังชีพ  แต่จำเป็นที่ต้องกินเพื่อให้ร่างกายมีสุขภาพที่ดีแข็งแรง  ไม่เป็นโรค  และมีจิตใจแจ่มใสเพื่อให้มีหลักของการบริโภคอาหารที่ดี  กระทรวงสาธารณสุขโดยกองโภชนาการ  กรมอนามัย  ได้มี  “ข้อแนะนำการบริโภคอาหาร  เพื่อสุขภาพของคนไทย”  (Food  Based  Dietary  Guidelines) 9 ข้อ  ซึ่งเป็นคำแนะนำที่มีความเหมาะสมและง่ายต่อการปฏิบัติและมีความยืดหยุ่นในตัวที่แต่ละคนสามารถปรับให้เหมาะสมกับตัวเองได้  โดยมีรายละเอียดต่อไปนี้  คือ

1. กินอาหารครบ 5  หมู่  แต่ละหมู่ให้หลากหลาย  และหมั่นดูแลน้ำหนักตัว

    ข้อแนะนำนี้เป็นข้อแนะนำหลัก  ยึดอาหารหลัก 5 หมู่  และเพิ่มความสำคัญของการกินอาหารแต่ละหมู่ให้มีความหลากหลาย  ไม่จำเจอยู่เพียงอาหารไม่กี่ชนิด  น้ำหนักตัวเป็นเครื่องบ่งชี้อย่างง่ายถึงภาวะสุขภาพ  ในผู้ใหญ่ที่กินอาหารได้เหมาะสม  จะมีน้ำหนักตัวที่เหมาะสมและค่อนข้างคงที่  มีรูปร่างที่ไม่อ้วนหรือผอมเกินไป หากสังเกตเห็นว่าน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จากน้ำหนักปกติ  แสดงให้เห็นว่าเริ่มกินอาหารมากเกินไปแล้วควรจะต้องหันมาควบคุมลดปริมาณให้น้อยลง  โดยไม่จำเป็นต้องรอให้เสื้อผ้าคับก่อนที่เริ่มรู้สึกตัว เพราะเสื้อผ้าสมัยใหม่มักนิยมใช้สายยืดเพื่อให้สวมใส่สบายดังนั้น  ควรหมั่นชั่งน้ำหนักตัวอย่างน้อยเดือนละครั้ง

2. กินข้าวเป็นอาหารหลัก  สลับกับอาหารประเภทแป้งเป็นบางมื้อ

    เพื่อเป็นการรักษาเอกลักษณ์ของคนไทย  จึงให้ความสำคัญกับการกินข้าวเป็นอาหารหลักถ้าเป็นไปได้  ควรกินข้าวซ้อมมือ  เพราะอุดมด้วยวิตามิน  แร่ธาตุ  โปรตีนและใยอาหารมากกว่าข้าวที่ขัดสีจนขาวส่วนอาหารแป้ง  เช่น ขนมปัง ก๋วยเตี๋ยว  ขนมจีน ให้กินเป็นบางมื้อ อาหารแป้งเป็นอาหารที่ผ่านการแปรรูป  ใยอาหารจะมีน้อยกว่าในข้าว

3. กินพืชผักให้มาก และกินผลไม้เป็นประจำ

    อาหารหลัก  5 หมู่  ของไทยมีเอกลักษณ์ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง  คือ  การจัดแยกพืชผักและผลไม้เป็นอาหารหลักคนละหมู่เนื่องจากประเทศไทยมีพืชผักและผลไม้อุดมสมบูรณ์ที่ผู้บริโภคสามารถเลือกบริโภคได้ตลอดปี   พืชผักและผลไม้ให้สารอาหารที่สำคัญหลายชนิด  คือ  วิตามิน  แร่ธาตุ  และใยอาหาร  และให้สารอื่นที่มิใช่สารอาหารเช่น  สารแอนติออกซิแดนท์ที่ช่วยไม่ให้อนุมูลอิสระทำลายเนื้อเยื่อและผนังเซลล์  ช่วยชะลอการเสื่อมสลายของเซลล์  ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง ดูสดใสไม่แก่เกินวัย  นอกจากนี้ยังให้ประโยชน์ทางด้านสมุนไพรที่ช่วยรักษาสุขภาพ

4. กินปลา  เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ไข่ และถั่วเมล็ดแห้งเป็นประจำ

    เป็นการกินอาหารที่ให้โปรตีน    โดยเน้นปลาและอาหารประเภทถั่วเมล็ดแห้ง    เช่น     เต้าหู้ชนิดต่าง ๆ สำหรับเนื้อสัตว์ให้เลือกที่ไม่ติดมัน  หรือที่มีมันน้อย  ไข่เป็นอาหารที่มีประโยชน์ ควรกินเป็นประจำ  เด็กควรกินวันละฟอง  ผู้ใหญ่ภาวะปกติควรกินวันเว้นวันหรือสัปดาห์ละ  2-3  ฟอง  ส่วนคนที่มีปัญหาภาวะโคเลสเตอรอลสูงในเลือดควรลดปริมาณลง

5. ดื่มนมให้เหมาะสมตามวัย

    บางคนอาจมองเห็นว่าน้ำนมเป็นอาหารของต่างชาติ  ไม่ควรส่งเสริมการบริโภค  น่าจะให้คนไทยไปบริโภคอาหารอย่างอื่นจะดีกว่า  อย่างไรก็ดีเมื่อพิจารณาโดยรวม จะเห็นได้ว่าน้ำนมเป็นอาหารที่มีประโยชน์สมบูรณ์  เป็นแหล่งอาหารของโปรตีน  แคลเซียม  วิตามินบี 2 และแร่ธาตุต่าง ๆ นอกจากนี้น้ำนมเป็นอาหารที่รับประทานง่าย  ราคาไม่แพงเกินไป  มีหลายชนิดหาได้ทั่วไป  จึงเป็นการสะดวกที่จะใช้เป็นอาหารสำหรับคนทุกวัยในกรณีที่ห่วงว่าดื่มนมมาก ๆ อาจทำให้อ้วน  ผู้บริโภคสามารถเลือกดื่มนมพร่องไขมันได้ปริมาณที่แนะนำคือ  เด็กควรดื่มวันละ  1-2  แก้ว  ผู้ใหญ่และผู้สูงอายุควรดื่มวันละ 1 แก้ว

6. กินอาหารที่มีไขมันแต่พอควร

    ถึงแม้ไขมันจะเกี่ยวข้องกับปัญหาโภชนาการ  เช่น  โรคอ้วน  ภาวะไขมันในเลือดสูงที่นำไปสู่โรคหัวใจขาดเลือดได้  แต่ร่างกายต้องการไขมันเพื่อสุขภาพด้วยเช่นกันเพียงแต่จะต้องควบคุมปริมาณและชนิดของไขมันที่จะบริโภคให้เหมาะสม  ลดอาหารที่มีไขมันมากเช่น  หมูสามชั้น  ขาหมูพะโล้และอาหารที่ใช้น้ำมันหรือกะทิจำนวนมากในการประกอบอาหาร 

7. หลีกเลี่ยงการกินอาหารรสหวานจัดและเค็มจัด

    ส่วนประกอบสำคัญของอาหารหวานจัดและเค็มจัด     ได้แก่          น้ำตาลและเกลือแกง   ซึ่งส่วนประกอบทั้ง 2 ชนิด  เมื่อบริโภคมากเกินไปพบว่าเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคอ้วนและโรคความดันโลหิตสูง ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารที่มีรสหวานจัดและเค็มจัด ควรพยายามรับประทานอาหารที่มีรสธรรมดา ไม่ควรที่จะต้องเติมน้ำตาลหรือเกลือเพิ่มเติมในอาหารที่ปรุงแล้ว  หรือหันมากินอาหารแบบไทยเดิม  ที่มีกับข้าวหลายชนิดเพื่อให้เกิดรสชาติที่หลากหลายแทนการบริโภคอาหารรสจัด

8. กินอาหารที่สะอาดปราศจากการปนเปื้อน

    การกินอาหารที่สะอาดนับเป็นเรื่องสำคัญ  เพราะจะช่วยลดอันตรายจากสิ่งปนเปื้อนต่าง ๆ ซึ่งอาจเป็นเชื้อโรค  พยาธิ  สารพิษ  สิ่งแปลกปลอมต่าง ๆ ผู้บริโภคควรเลือกซื้ออาหารจากแหล่งผลิตที่เชื่อถือได้และมีการผลิตที่ถูกต้อง  รวมทั้งมีการเก็บรักษาที่เหมาะสม  อาหารสำเร็จรูปควรบรรจุในภาชนะที่เหมาะสม  สะอาด  ฉลากที่ถูกต้อง  บอกวันหมดอายุ  ส่วนประกอบ  ชื่ออาหาร  สถานที่ผลิตนอกจากนี้ผู้บริโภคควรมีสุขนิสัยที่ดีในการรับประทานอาหาร  เช่น  การล้างมือก่อนรับประทานอาหาร   การใช้ซ้อนกลางหรือใช้อุปกรณ์หยิบจับอาหารมากกว่าการใช้มือ

9. งดหรือลดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์

    เมื่อดื่มมาก  จะมีผลให้การทำงานของระบบสมองและประสาทช้าลง  ทำให้เกิดการขาดสติได้ง่าย  อันจะนำไปสู่การเกิดอุบัติเหตุ  เสียทรัพย์  เสียสุขภาพ ก่อให้เกิดโรคตับแข็งและการขาดสารอาหารที่สำคัญหลายชนิดดังนั้นควรลดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือควรหลีกเลี่ยงให้มากที่สุด


    โดยสรุปแล้ว เพื่อให้ร่างกายได้ประโยชน์สูงสุดและมีคุณภาพชีวิตที่ดี เราจึงควรรับประทานอาหารให้ครบทั้งโปรตีน  คาร์โบไฮเดรต  ไขมัน  วิตามิน  และเกลือแร่  รวมทั้งน้ำ  ทั้งนี้ต้องรับประทานอาหารให้ถูกส่วน  ในกรณีที่มีอายุมากควรลดปริมาณอาหารจำพวกแป้ง  ไขมัน เนื้อสัตว์ในปริมาณที่เหมาะสมกับความต้องการของร่างกายโดยต้องพิจารณาถึงเพศ  วัย  น้ำหนักส่วนสูง  และอาชีพของแต่ละบุคคล  นอกจากนี้ต้องมีการออกกำลังกายในรูปแบบที่เหมาะสมกับวัยและสภาพร่างกายของแต่ละบุคคลด้วย

บรรณานุกรม

  1. กอบจิตต์  ลิมปพยอม. (2543). วัยหมดประจำเดือน. กรุงเทพฯ : เรือนแก้วการพิมพ์.
  2. รัชตะ  รัชตะนาวิน. (2535).โรคกระดูกพรุน.ใน : สุรศักดิ์ นิลภานุวงศ์. บรรณาธิการ. ตำราโรคข้อ. กรุงเทพฯ : เรือนแสงการพิมพ์. หน้า 319-344.
  3. ลลิตา   ธีระสิรี. (2542). กระดูกผุ-แคลเซียม : ป้องกันรักษาด้วยธรรมชาติวิธี.พิมพ์ครั้งที่  6.กรุงเทพฯ : รวมทรรศน์.

4. สุวคนธ์  ไข่แก้ว. (2540) สตรีวัยหมดประจำเดือน : การดูแลตนเอง เพื่อป้องกันโรคกระดูกพรุน. วารสารพยาบาลศาสตร์, 15(1) , 19-24.

5. อุดม  วิศิษฏสุนทร. (2541). คู่มือโรคข้อ. ใน : สุรศักดิ์ นิลภานุวงศ์,และสุรวุฒิ  ปรีชานนท์.บรรณาธิการ. โรคกระดูกพรุน. กรุงเทพฯ : เรือนแสงการพิมพ์. หน้า  286-293.

6. วิลัยทิพย์  สาชลวิจารณ์. (2545). กินอย่างไรให้สดใสในวัยทอง. เอกสารประกอบการประชุมวิชาการเรื่อง  Menopause : the  Period  of  Pride. กรุงเทพฯ,โรงแรมเซ็นจูรี่  พาร์ค. หน้า134-142.

7. 9  วิธีกินดีเพื่อสุขภาพ. (2549) ค้นเมื่อ 13 มีนาคม  2549.จาก http://www.sudyord.com/health/food/93.htm

 

Journals

Read More >>

E-learning

Read more... >>

Documents

Read more... >>

[webmaster_osteokku@hotmail.com ]
View My Stats Free Stats