|
หญิงวัยหมดประจำเดือนควรเรียนรู้ป้องกันโรคกระดูกพรุน |
|
|
|
|

โรคกระดูกพรุน เป็นโรคที่ทำให้กระดูกเปราะ แตกหักง่าย ไม่ว่าจะเป็นกระดูกสะโพก หลัง แขน คอ หรือข้อมือ จากสถิติทางการแพทย์ล่าสุดเผยให้เห็นว่า ประมาณครึ่งหนึ่งของหญิงที่มีอายุ 70 ปีขึ้นไปได้รับผลกระทบจากโรคกระดูกพรุน นอกจากนั้นร้อยละ 80-90 ของผู้หญิงกลุ่มนี้ยังไม่ทราบว่าตนเป็นโรคจึงไม่มีการป้องกันรักษาอย่างถูกวิธีด้วย โรคกระดูกพรุนไม่เพียงทำให้ผู้ป่วยเจ็บปวดทรมานเนื่องจากกระดูกหักเท่านั้น ยังเป็นสาเหตุให้เกิดความพิการ ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เท่าที่ควร สร้างผลกระทบทั้งในด้านบุคลิกภาพ ด้านสังคม และสภาพจิตใจ ส่งผลให้เกิดอาการเจ็บป่วยอื่นๆตามมาอีกมากมาย รศ.นพ.ฉัตรเลิศ พงษ์ไชยกุล จากภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้ศึกษาวิจัยในเรื่อง "ปัจจัยเสี่ยงและทางเลือกในการรักษาโรคกระดูกพรุน" พบว่า อัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยสะโพกหักเนื่องจากโรคกระดูกพรุน จากร้อยละ 2.1 ในระยะแรก เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 9 ในเดือนที่ 3 ร้อยละ 12 ในเดือนที่ 6 และร้อยละ 17 ในเดือนที่ 12 ตามลำดับ ทั้งนี้เนื่องจากผลกระทบดังกล่าวข้างต้น นายแพทย์ฉัตรเลิศกล่าวว่า ในประเทศไทย ค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคกระดูกพรุนอยู่ที่ประมาณ 36,500 บาท/1คน ในขณะที่ค่าใช้จ่ายในการรักษากระดูกหักเนื่องจากโรคกระดูกพรุนสูงถึง 116,500 บาท/1คน แต่ผู้หญิงวัยทองส่วนใหญ่ก็มักไม่เข้ารับการรักษาและวินิจฉัยเสียแต่เนิ่นๆ เนื่องจากรู้เท่าไม่ถึงการณ์จึงทำให้ต้องเสี่ยงต่อการกระดูกแตกหักได้ง่าย ดังนั้น หญิงในวัยหมดประจำเดือนจึงควรต้องเรียนรู้วิธีป้องกันและรักษาโรคกระดูกพรุนหรือการบ่งชี้ภาวะของโรคตั้งแต่เริ่มต้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องปัญหาด้านสุขภาพอนามัยของประชาชนจะต้องให้ความรู้ถึงการป้องการรักษาและการปฏิบัติตัวที่เหมาะสม เพื่อให้ห่างไกลจากโรคกระดูกพรุน สตรีในวัยนี้ควรพบแพทย์เพื่อตรวจความหนาแน่นของมวลกระดูกอย่างสม่ำเสมอ อาหารประเภทแคลเซี่ยมสูงเป็นสิ่งที่จำเป็น นอกจากนั้นยังควรได้รับไวตามินดีจากแสงแดดและอาหารประเภทไขมันและน้ำมันปลาด้วย ซึ่งแพทย์อาจให้รับประทานแคลเซี่ยมเพิ่ม หรือแนะนำวิธีการออกกำลังกายและการปฏิบัติตนที่เหมาะสมต่อไป จากผลการศึกษาของนายแพทย์ฉัตรเลิศ พบว่า ในจำนวนผู้ป่วยที่กระดูกช่วงสะโพกหัก 100 คน มีผู้ป่วยน้อยกว่าร้อยละ 1 ที่เคยได้รับการตรวจวัดความหนาแน่นของมวลกระดูก แสดงให้เห็นว่าหญิงในวัยหมดประจำเดือนส่วนใหญ่ยังขาดความรู้หรือยังละเลย ไม่ให้ความสำคัญของการรักษาโรคกระดูกพรุนเท่าที่ควร ดังนั้น จึงควรมีการรณรงค์ให้ความรู้ให้มากขึ้น เพื่อการป้องกันโรคก่อนที่จะสายเกินไป
|