|
ในรอบหลายปีมานี้ต้องยอมรับว่า นอกจาก "ยีน" ที่วงการแพทย์ทั่วโลกให้ความ สนใจศึกษาวิจัยเพิ่มขึ้นแล้ว "เซลล์ต้นกำเนิด" หรือ "สเต็มเซลล์" เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ได้รับความสนใจไม่แพ้กันด้วยความหวังว่าจะเป็นเครื่องมือบำบัดรักษาโรคได้หลายชนิด นักวิจัยไทยเองก็มีความตื่นตัวและให้ความสำคัญกับการวิจัยทางด้านนี้ ซึ่งมีความคืบหน้าและสามารถนำสเต็มเซลล์ชนิดที่แตกต่างมาช่วยส่งเสริมความสำเร็จในการรักษาโรคบางชนิดอย่างได้ผลแล้ว ทั้งนี้ "สเต็มเซลล์" เป็นเซลล์ที่มีคุณสมบัติพิเศษ สามารถแบ่งตัวเป็นเซลล์เนื้อเยื่อชนิดใดก็ได้ในร่างกายโดยยังคงคุณสมบัติเป็นสเต็มเซลล์เหมือนเดิม หรือสามารถ พัฒนาไปเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่จำเพาะได้ เช่น เซลล์สร้างเม็ดเลือด กระดูก หรือเซลล์ประสาท เป็นต้น โดยสเต็มเซลล์อาจได้จากตัวอ่อน (Human Embryonic Stem CellHES) หรือเนื้อเยื่อที่โตเต็มวัย (Adult Stem Cell) เช่น จากไขกระดูก เลือด ผิวหนัง และฟันน้ำนม จากศักยภาพในการเจริญเป็นเนื้อ เยื่อต่างๆดังกล่าว สเต็มเซลล์จึงได้รับความสนใจศึกษา เพราะหมายถึง "โอกาส" ของการใช้สเต็มเซลล์รักษาโรคหลากชนิด ทั้งที่เกิดจากความเสื่อมหรือบกพร่องของเนื้อ เยื่อและอวัยวะร่างกาย นักวิจัยไทยเล็งเห็นคุณค่าของการวิจัยด้านสเต็มเซลล์ไม่แพ้ต่างประเทศ โดยผู้ที่ทำวิจัยทางด้านนี้รวมถึง ศ.นพ.สุรพล อิสรไกรศีล เมธีวิจัยอาวุโส สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และอาจารย์สาขาวิชาโลหิตวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งกล่าวอย่างมั่นใจว่า สเต็มเซลล์จะมีความสำคัญยิ่งต่อการรักษาในอนาคต และจำเป็นต้องเรียนรู้เพื่อนำมาใช้ประโยชน์
ศ.นพ.สุรพลแยกให้เห็นชัดเจนว่า สเต็มเซลล์ที่มีศักยภาพสูง ได้แก่ สเต็มเซลล์ตัวอ่อนมนุษย์หรือ HES ที่มีการพัฒนาครั้งแรกในปี 1998 แต่ชี้ว่าปัจจุบันการนำ HES มา ใช้ยังมีข้อจำกัด 2 อย่าง อย่างแรกคือปัญหาด้านจริยธรรม เพราะต้องเอาจากตัวอ่อนอายุ 5-7 วัน ทำให้เกิดคำถามตามมาว่าเป็น การทำลายชีวิตหรือไม่ ซึ่งขึ้นอยู่กับความเชื่อทางศาสนา และอย่างที่สอง การนำ HES ไปให้คนไข้อื่นจะมีปัญหาด้านภูมิคุ้มกัน จากเหตุดังกล่าวที่ผ่านมานักวิจัยด้านนี้จึงมีความพยายามที่จะ สร้างสเต็มเซลล์ตัวอ่อนที่เป็นของคนไข้เองด้วยวิธีที่เรียกว่าโซมาติกส์ นิวเคลียร์ทรานสเฟอร์ (Somatics nuclear transfer) ทำได้ 2 วิธีคือ วิธีที่ 1 นำนิวเคลียสของเซลล์ผู้ป่วยไปใส่ในไข่ที่นำนิวเคลียสออกแล้ว ซึ่งจะได้ สเต็มเซลล์ตัวอ่อนที่มียีนและลักษณะทางพันธุกรรมเหมือนผู้ป่วย ที่ผ่านมามีเกาหลี ใต้ที่ทำได้สำเร็จในหนู แต่ยังไม่สามารถทำ ได้สำเร็จในคน ส่วนวิธีที่ 2 เป็นการสร้างสเต็มเซลล์ ที่เรียกว่า iPS-Induced pluripotent stem cells โดยเอาเซลล์ผู้ป่วยมาจากนั้นใช้ไวรัสนำส่งยีนที่ทำให้กลายเป็นเซลล์ตัวอ่อนเข้าไป ได้แก่ ยีน Sox2, Oct4, KLF4 และ Cmye แต่โอกาสทำได้สำเร็จมีเพียง 0.01% เท่านั้น นอกจากนี้คนที่เป็นโรคสเต็มเซลล์ ที่ได้ก็จะเป็นโรคด้วย จึงต้องแก้ยีนผิดปรกติให้กลับมาเป็นสเต็มเซลล์ iPS ปรกติอีกรอบ อย่างไรก็ดี สเต็มเซลล์ iPS สามารถ กระตุ้นให้เป็นเซลล์สร้างเม็ดเลือดใช้ปลูกถ่าย รักษาโรคธาลัสซีเมียได้ โดยสถาบันเทคโน-โลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) นำไปทดลองในหนูป่วยธาลัสซีเมีย สำหรับในคนนั้นนักวิจัยมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานฟรานซิสโก (UCSF) ของสหรัฐ สามารถทำได้ในขั้นใช้ iPS เป็นโรค นอกจากนี้สเต็มเซลล์ iPS ยังสามารถใช้รักษาโรคอื่นได้อีก เช่น โรคโลหิตจางแบบ Fanconi (Fanconi Anemia) โรคฮีโมฟิเลีย และพาร์คินสัน สำหรับสเต็มเซลล์อีกชนิดหนึ่งที่ ศ.นพ.สุรพลศึกษา ได้ค้นพบคุณสมบัติที่เป็นประโยชน์หลายอย่าง เป็นสเต็มเซลล์ชนิดที่มีชื่อเรียกว่า Mesenchymal stem cells (MSC) ที่พบได้จากหลายแหล่งของร่างกาย เช่น ไขกระดูก เลือดสายสะดือ รก เยื่อหุ้มรก และเยื่อเมือกจากเยื่อหุ้มรก
ข้อดีของ MSC อย่างแรกคือ สามารถ นำมาใช้ช่วยลดปฏิกิริยาปฏิเสธภายหลังการปลูกถ่าย (Graft-versus-host disease (GVHD) ซึ่งเป็นภาวะที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายไม่สามารถเข้ากันได้กับสิ่งแปลกปลอม โดยหลังการทดลองในคนเปรียบเทียบสเต็มเซลล์จากไขกระดูกกับจากแหล่งต่างๆ พบว่าสเต็มเซลล์จากแหล่งอื่นมีผลกดปฏิกิริยาดังกล่าวใกล้เคียงกับสเต็มเซลล์จากไขกระดูก ที่สำคัญคือ สเต็มเซลล์ MSC ยังเปรียบเสมือน "Universal donor" ที่สามารถ บริจาคให้ใครก็ได้โดยไม่จำเป็นต้องตรวจสอบ ดังนั้น ในอนาคตเราอาจเก็บสเต็มเซลล์ ชนิดนี้จากรกหรือไขสะดือมาใช้ จะช่วยทำให้การปลูกถ่ายสเต็มเซลล์เม็ดเลือดได้ผลดียิ่งขึ้นได้ หรือทำเป็น MSC Bank นั่นเอง
"เวลานี้มีการนำ MSC มาใช้ประโยชน์แล้ว โดยใช้เสริมการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์เม็ดเลือดจากไขกระดูก เลือด หรือเลือดจากสายสะดือ เพื่อช่วยให้การรักษาผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวหรือลูคีเมียได้ผลดียิ่งขึ้น ช่วยลดภาวะแทรกซ้อนให้กับผู้ป่วย ซึ่งผู้ป่วยที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อนจะสามารถหายเป็นปรกติได้ MSC Bank จึงเป็นสิ่งจำเป็น ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการ" นอกจากทดลองรักษาโรคลูคีเมียแล้ว ศ.นพ.สุรพลและทีมงานยังศึกษาประยุกต์ใช้สเต็มเซลล์รักษาโรคอื่นๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ และโรคพาร์คินสันด้วย โดยในการรักษาโรคหัวใจนั้นพบว่าช่วยให้ดีขึ้น 10% แต่ 3-4 เดือนอาการก็กลับมาแย่เหมือนเดิม จึงจำเป็นต้องศึกษาต่อไป นอกเหนือจากการวิจัยและความพยายามจะตั้ง MSC Bank แล้ว ศ.นพ.สุร- พลยังได้สร้างเครือข่ายวิจัยสเต็มเซลล์ ทั้งในและต่างประเทศ มีการตั้งสมาคมการวิจัย เซลล์ต้นกำเนิดในไทย และสร้างความร่วมมือกับต่างประเทศ เช่น Stem cell Network of Asia-Pacific (SNAP) ที่ส่งเสริมให้มีการ แลกเปลี่ยนความรู้ในการวิจัย เทคโนโลยี และมีการประชุมร่วมกัน ซึ่งจะช่วยเสริมและเพิ่มโอกาสให้การวิจัยด้านสเต็มเซลล์มีความก้าวหน้าและประสบความสำเร็จยิ่งขึ้น
โดยภาพรวมจะเห็นได้ว่า "สเต็มเซลล์" เป็นอนาคตอย่างหนึ่งของการบำบัดรักษาโรคภัยไข้เจ็บของมนุษย์เรา แต่จะรักษาอะไร ได้บ้างเป็นสิ่งที่นักวิจัยทั่วโลกรวมถึงในไทยพยายามเรียนรู้กันอยู่ เพื่อดึงคุณสมบัติของ สเต็มเซลล์แต่ละชนิดมาใช้ได้อย่างตรงจุด เช่นเดียวกับ "สเต็มเซลล์ตัวอ่อน" แม้ยังมีข้อจำกัดเรื่องบาปบุญคุณโทษ แต่มีคุณ ค่าที่สูงกว่าเซลล์อื่น จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องมีการศึกษา โดยเฉพาะเมื่อ "สหรัฐ" ที่เป็นพี่เบิ้มขยับตัวแล้วด้วยการอนุมัติให้สร้างสายพันธุ์สเต็มเซลล์ (stem cell line) ใหม่อีก 13 กลุ่ม เพื่อใช้ในการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ โดยใช้ตัวอ่อนที่เหลือจากการผสม เทียม (IVF) ไปเมื่อไม่นานมานี้
|