E-Book

ผลของวิตามินดี

ต่อการป้องกันและ

การรักษาโรคกระดูกพรุน

Effect of Vitamin D

on The Occurrence,

Prevention and

Treatment of Osteoporosis

สมุนไพรไทย(Herb)สารพัดประโยชน์
สมุนไพรแก้ปวดประจำเดือน "ตัวช่วยให้หายปวดท้อง" PDF Print E-mail

สมุนไพรแก้ปวดประจำเดือน "ตัวช่วยให้หายปวดท้อง"

วันนี้เอ็นทรีเคดอทไอเอ็นดอททีเอช (N3K.IN.TH) มีสมุนไพรแก้ปวดประจำเดือนมา ฝากกันค่ะ ซึ่ง สมุนไพรแก้ปวดประจำเดือน นี้เป็นสมุนไพรใกล้ตัวสาวๆ อย่างที่เราไม่ควรพลาดเลยนะค่ะ อาการปวดท้องประจำเดือนคืออีกหนึ่งปัญหาที่สุดแสนจะทรมานสำหรับสาวๆ จำนวนมากเลยทีเดียวนะค่ะ ถ้าใครที่เคยมีอาการปวดท้องประจำเดือนจะรู้ทันทีเลยว่าอาการเหล่านี้มัน ทรมานขนาดไหน แล้วทุกๆ เดือนของสาวๆ อย่างเราๆ จะต้องมาทนทรมานกับการปวดท้องคงจะไม่ไหวแน่ๆ วันนี้เอ็นทรีเคดอทไอเอ็นดอททีเอช (N3K.IN.TH) ก็เลยนำเอา สมุนไพรแก้ปวดประจำเดือน มาแนะนำให้คุณสาวๆ ได้รู้กันค่ะ สมุนไพรแก้ปวดประจำเดือน เป็นสมุนไพรที่ไม่เป็นอันตรายและแถมยังไม่แพงมากมายและหาซึ่งได้ง่ายๆ เพราะ สมุนไพรแก้ปวดประจำเดือน นั้นมีใกล้ตัวเราอีกด้วยนะค่ะ รับรองว่า สมุนไพรแก้ปวดประจำเดือน นี้จะช่วยบรรเทาอาการปวดประจำเดือนของคุณสาวๆ ได้เป็นอย่างดีแน่นอนค่ะ ถ้าอย่างนั้นอย่าร้อช้ารีบๆ ไปรู้จัก สมุนไพรแก้ปวดประจำเดือน ไปพร้อมๆ กับเอ็นทรีเคดอทไอเอ็นดอททีเอช (N3K.IN.TH) กันเลยดีกว่านะค่ะ

มุนไพรแก้ปวดประจำเดือน

3 สมุนไพรแก้ปวดประจำเดือน

1. ตังกุย

มีผลช่วยในการดูแลสุขภาพของมดลูกผู้หญิงเรา โดยตรงทีเดียว เพราะอุดมไปด้วยวิตามินบี 12 และมีกรดโฟลิกสูงซึ่งช่วยบำรุงเลือดได้อย่างดี ถ้าหากทานเป็นประจำจะช่วยลดอาการปวดท้อง ช่วยให้ประจำเดือนมาเป็นปกติ และช่วยปรับสมดุลของฮอร์โมนของผู้หญิงได้อีกด้วย

2. ใบตำลึง

มีแมกนีเซียมและธาตุเหล็กที่ช่วยไม่ปวดเกร็ง กล้ามเนื้อหรือลดอาการตะคริว จึงมีส่วนช่วยในการลดอาการปวดเกร็งช่วงท้องได้ด้วย นอกจากนี้แมกนีเซียมยังพบได้อีกในเนื้อสัตว์ และตับหมู

3. น้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส

ในน้ำมันอีฟนิ่งพริมโรสจะมีกรดไขมันที่ชื่อ ว่า กรดแกมม่า ไลโนเลนิก ซึ่งมีคุณสมบัติลดหรือต้านการอักเสบ ช่วยรักษาระดับฮอร์โมนในร่างกายของผู้หญิง แถมยังช่วยลดอาการปวดเกร็งท้อง ลดการปวดหน้าอก และอาการตัวบวมช่วงก่อนหรือช่วงมีประจำเดือนได้
 
บัญชียาหลักแห่งชาติ บัญชียาจากสมุนไพร 2554 PDF Print E-mail

ประกาศคณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ
เรื่อง บัญชียาหลักแห่งชาติ (ฉบับที่ ๔)
พ.ศ. ๒๕๕๔
==============================================

อาศัยอำนาจตามความในข้อ ๘ (๔) แห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยคณะกรรมการ
พัฒนาระบบยาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๑
ได้กำหนดให้คณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ มีอำนาจ
หน้าที่ในการจัดทำบัญชียาหลักแห่งชาติ เพื่อให้บัญชียาหลักแห่งชาติมีการปรับปรุงแก้ไข ตามสภาพ
ของปัญหาสุขภาพ วิทยาการ และข้อมูลเกี่ยวกับยาที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่องทันสถานการณ์
คณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ จึงออกประกาศไว้ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ ให้ยกเลิกบัญชียาจากสมุนไพรตามแนบท้ายประกาศคณะกรรมการแห่งชาติด้านยา
เรื่อง บัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๑ ลงวันที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๕๑ และให้บัญชียาจากสมุนไพร
ตามรายการยาในบัญชีแนบท้ายประกาศฉบับนี้เป็นยาในบัญชียาหลักแห่งชาติ
ข้อ ๒ ในประกาศนี้
“บัญชียาจากสมุนไพร” หมายความว่า รายการยาจากสมุนไพรที่เป็นยาแผนไทยหรือยาแผนโบราณ
และยาพัฒนาจากสมุนไพร ตามที่ระบุไว้ในบัญชีแนบท้ายประกาศนี้ ซึ่งมีสูตรตำรับ ข้อบ่งใช้ ขนาด
และวิธีใช้ ข้อห้ามใช้ ข้อควรระวัง อาการไม่พึงประสงค์ ตามรายละเอียดในภาคผนวกท้ายบัญชียา
จากสมุนไพร ทั้งนี้ ยาจากสมุนไพรตามบัญชีนี้เป็นรายการยาที่ให้ใช้สำหรับโรงพยาบาลและสถานบริการ
สาธารณสุข รวมทั้งงานสาธารณสุขมูลฐานด้วย
Read more...
 
วิตามินและแร่ธาตุ PDF Print E-mail
vitaminซีลีเนียม (Selenium)
มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของร่างกายและยังเป็นสิ่งสำคัญที่ ช่วยกระตุ้นสารไอโอดีนจากการทำงานของต่อมไทรอยด์ ยีสต์ชนิดพิเศษที่เกิดจากการก่อตัวของซีลีเนียมจะช่วยลดความเสี่ยงของการ เกิดโรคมะเร็ง ซีลีเนียมจะช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน และยังมีฤทธิ์ในการต่อสู้กับอาการหอบหืด ช่วยชะลอการเสื่อมของมาคูลาร์ นอกจากนี้ยังป้องกันโรคไขข้ออักเสบได้

เบต้า แครอทีน (Beta Carotene)
ร่างกายสามารถเปลี่ยนเบต้า แครอทีนให้เป็นวิตามินเอได้เมื่อเกิดภาวะต้องการ เบต้า แครอทีนเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูงที่ช่วยปกป้องเซลล์ร่าง กายจากการทำลายของสารอนุมูลอิสระและมลภาวะรอบด้าน

ซิงค์ (Zinc Sulfate)
เป็นส่วนสำคัญของสารเอนไซม์มากกว่า 100 ชนิดในระบบย่อยอาหาร กระบวนการเผาผลาญไขมัน และการรักษาบาดแผล ซิงค์ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันภายในร่างกายและช่วยป้องกันการเกิด หวัด/อาการเจ็บคอ การรักษาแผล โรคของคอรห์น (โรคที่มีลักษณะอาการท้องร่วง ปวดท้อง และน้ำหนักลด) และ โรควิลสัน (เป็นโรคทาพันธุกรรมหายาก ลักษณะเฉพาะของผู้ป่วยคือจะพบวงแหวนสีน้ำตาลที่กระจกตา)

กรดโฟลิค (Folic Acid)
กรดโฟลิคถือว่าเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการเสริมสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง กรดโฟลิคมีบทบาทมนหารช่วยเผาผลาญไขมัน กรดอะมิโน DNA และ RNA กรดโฟลิคมีความจำเป็นในการสร้างความสมดุลของเซลล์และโปรตีน ปริมาณที่พอเหมาะของกรดโฟลิคนับเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับหญิงมีครรภ์และสุขภาพ ของหัวใจ

โครเมียม (Chromium)
โครเมียมเป็นส่วนสำคัญของกระบวนการเมตาบอลิซึมของกลูโคส (น้ำตาลในเส้นเลือด) จากผลดังกล่าว จึงทำให้เห็นว่าโครเมียมมีประโยชน์ต่อการควบคุมน้ำหนัก ช่วยป้องกันโรคเบาหวาน ภาวะมีคอเลสเตอรอลสูง และโรค ไฮโปไกลซีเมีย

วิตามินเอ พาลมิเตต (Vitamin A Palmitate)
ใช้สำหรับคงไว้ซึ่งสุขภาพผิวที่ดี รวมทั้ง ตา กระดูก เส้นผม และฟัน วิตามินเอช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันภายในร่างกายและมีประโยชน์ต่อ cystic fibrosis การติดเชื้อ อาการตาบอดกลางคืน โรคหลอดลมอักเสบ แผลพุพอง และการรักษาบาดแผล

วิตามินซี (Vitamin C)
ทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระและมีความสำคัญต่อกระดูก ฟัน คอลลาเจน และเส้นเลือด (capillaries) ช่วยเสริมสร้างการดูดซับธาตุเหล็กและเซลล์เม็ดเลือดแดง วิตามินซีช่วยป้องกันโรคตาแข็ง หวัด และอาการเจ็บคอ ลดการถูกทำลายของเส้นเลือดฝอยและช่วยในการฟื้นตัวจากความอ่อนเพลียเนื่องมา จากการออกกำลังกายได้

โมลิบดินัม (Molybdenum)
แร่ธาตุชนิดนี้มีความจำเป็นต่อกระบวนการเผาผลาญไขมันของ DNA และ RNA และมีประโยชน์ในการต่อต้านโรคหืด
 
สมุนไพร (Herb) หมายถึง PDF Print E-mail

ความหมายของพืชสมุนไพร

คำว่า สมุนไพร ตาม พระราชบัญญัติยา หมายถึง "ยาที่ได้จากพืช สัตว์ หรือแร่ ซึ่งยังไม่ได้ผสม ปรุง หรือเปลี่ยนสภาพ" เช่น พืชก็ยังเป็นส่วนของ ราก ลำต้น ใบ ดอก ผล ฯลฯ ซึ่งยังไม่ได้ผ่านขั้นตอนการแปรรูปใด ๆ แต่ในทางการค้าสมุนไพรมักจะถูกดัดแปลงในรูปต่าง ๆ เข่น ถูกหั่นให้เป็นชิ้นเล็กลง บดเป็นผงละเอียด หรืออัดเป็นแท่ง อย่างไรก็ตามในความรู้สึกของคนทั่ว ๆ ไป เมื่อกล่าวถึงสมุนไพร มักจะนึกถึงเฉพาะต้นไม้ที่นำมาใช้เป็นยาเท่านั้น ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่าสัตว์ หรือแร่ มีการนำมาใช้น้อย และใช้ในโรคบางชนิดเท่านั้น

พืชสมุนไพร หมายถึงพันธุ์ไม้ต่าง ๆ ที่สามารถนำมาใช้ปรุงหรือประกอบเป็นยารักษา โรคต่าง ๆ ใช้ในการส่งเสริมสุขภาพร่างกายได้

ความสำคัญของพืชสมุนไพร

1. ความสำคัญในด้านสาธารณสุข

พืชสมุนไพร เป็นผลผลิตจากธรรมชาติ ที่มนุษย์รู้จักนำมาใช้เป็นประโยชน์ เพื่อการรักษาโรคภัยไข้เจ็บตั้งแต่โบราณกาลแล้ว เช่นในเอเชียก็มีหลักฐานแสดงว่ามนุษย์รู้จักใช้พืชสมุนไพรมากว่า 6,000 ปี แต่หลังจากที่ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ มีการพัฒนาเจริญก้าวหน้ามากขึ้น มีการสังเคราะห์ และผลิตยาจากสารเคมี ในรูปที่ใช้ประโยชน์ได้ง่าย สะดวกสบายในการใช้มากกว่าสมุนไพร ทำให้ความนิยมใช้ยาสมุนไพรลดลงมาเป็นอันมาก เป็นเหตุให้ความรู้วิทยาการด้านสมุนไพรขาดการพัฒนา ไม่เจริญก้าวหน้าเท่าที่ควร ในปัจจุบันทั่วโลกได้ยอมรับแล้วว่าผลที่ได้จากการสกัดสมุนไพร ให้คุณประโยชน์ดีกว่ายา ที่ได้จากการสังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ประกอบกับในประเทศไทยเป็นแหล่ง ทรัพยากรธรรมชาติ อันอุดมสมบูรณ์ มีพืชต่าง ๆ ที่ใช้เป็นสมุนไพรได้อย่างมากมายนับหมื่นชนิด ยังขาดก็แต่เพียงการค้นคว้าวิจัยในทางที่เป็นวิทยาศาสตร์มากขึ้นเท่านั้น ความตื่นตัวที่จะพัฒนาความรู้ด้านพืชสมุนไพร จึงเริ่มขึ้นอีกครั้งหนึ่ง มีการเริ่มต้นนโยบายสาธารณสุขขั้นมูลฐานอย่างเป็นทางการของประเทศไทยในปี พ.ศ. 2522 โดยเพิ่มโครงการสาธารณสุขขั้นมูลฐานเข้าในแผนพัฒนาการสาธารณสุข ตามแผนพัฒนา การเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2520-2524) ต่อเนื่องจนถึงแผนพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 7 (พ.ศ. 2535-2539) โดยมี กลวิธีการพัฒนาสมุนไพรและการแพทย์แผนไทยในงานสาธารณสุขมูลฐาน คือ

(1) สนับสนุนและพัฒนาวิชาการและเทคโนโลยีพื้นบ้านอันได้แก่ การแพทย์แผนไทย เภสัช กรรมแผนไทย การนวดไทย สมุนไพร และเทคโนโลยีพื้นบ้าน เพื่อใช้ประโยชน์ในการแก้ไขปัญหา สุขภาพของชุมชน

(2) สนับสนุนและส่งเสริมการดูแลรักษาสุขภาพของตนเอง โดยใช้ สมุนไพร การแพทย์พื้นบ้าน การนวดไทย ในระดับบุคคล ครอบครัว และชุมชน ให้เป็นไปอย่างถูกต้องเป็นระบบสามารถปรับประสานการดูแลสุขภาพแผนปัจจุบันได้ อาจกล่าวได้ว่าสมุนไพรสำหรับสาธารณสุขมูลฐานคือสมุนไพรที่ใช้ในการส่งเสริม สุขภาพ และการรักษาโรค/อาการเจ็บป่วยเบื้องต้น เพื่อให้ประชาชนสามารถพึ่งตนเองได้มากขึ้น

Read more...
 


Journals

Read More >>

[webmaster_osteokku@hotmail.com ]
View My Stats Free Stats